อินเทอร์เน็ต(Internet)คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มากมาย รวมเป็นเครือข่าย เดียวกันทั้งโลก หรือทั้งจักรวาล
อินเทอร์เน็ต(Internet)คือ เครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามา ในเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต(Internet)คือ การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต(Internet)คือ เครือข่ายของเครือข่าย (A network of network)
สำหรับคำว่า internet หากแยกศัพท์จะได้ออกมา 2 คำ คือ คำว่า Inter และคำว่า net ซึ่ง Inter หมายถึงระหว่าง หรือท่ามกลาง และคำว่า Net มาจากคำว่า Network หรือเครือข่าย เมื่อนำความหมาย ของทั้ง 2 คำมารวมกัน จึงแปลได้ว่า การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้หลายทางด้วยกัน ดังนี้
|
| 1.จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) |
| เป็นการสื่อสารที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงานเดียวกันหรืออยู่ห่างกันคนละมุมโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยมากเพียงเท่ากับค่าโทรศัพท์เท่านั้น |
| 2. การสืบค้นข้อมูลแบบเครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web: www.) |
| เป็นการสื่อสารที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในอินเตอร์เน็ต ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือง่ายต่อการใช้งานและสามารถนำเสนอข้อมูลแบบกราฟิกได้ การใช้ World Wide Web เปรียบเสมือนการเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด โดยหนังสือที่มีให้อ่านจะสมบูรณ์มากกว่าหนังสือทั่วไป เพราะสามารถฟังเสียงและดูภาพเคลื่อนไหวประกอบได้ นอกจากนี้ยังสามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ด้วย ข้อมูลต่างๆ จะมีการเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยคุณสมบัติของ Hypertext Link |
| การที่จะเข้าไปอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้ ผู้ใช้จะต้องมี Web Browser ซึ่งนิยมใช้กันในขณะนี้ได้แก่ Netscape Navigator และ Internet Explorer ปัจจุบันได้มีการประยุกต์กิจกรรมอื่นไว้ภายใน World Wide Web ด้วย อาทิ การโฆษณากิจกรรม รวมถึงความบันเทิงต่างๆ เช่น การดูหนังฟังเพลง และชมรายการต่างๆ ทางสถานีโทรทัศน์ |
| 3. การโอนย้ายข้อมูล (File Transfer Protocol: FTP) |
| เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมากพอสมควรในอินเตอร์เน็ต โดยอาจใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลรวมถึงโปรแกรมต่างๆ จากแหล่งข้อมูลทั้งหลายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้งานอยู่ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งที่กำหนดให้ Server ของตนทำหน้าที่เป็น FTP Site เก็บรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ สำหรับให้บริการ การเข้าไปขอถ่ายโอนข้อมูลนั้น ผู้ใช้ต้องทราบชื่อเครื่องที่ตั้งเป็น FTP Server และสิทธิที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำ FTP |
| 4. การแลกเปลี่ยนข่าวสาร (Usenet) |
| มีที่มาจากกระดานประกาศข่าว หรือ Bulletin Board กล่าวคือ ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน จะรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่มข่าวของแต่ละประเภท เมื่อมีข้อมูลใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกผู้อื่น หรือมีปัญหาหรือคำถามที่ต้องการความช่วยเหลือหรือคำตอบ ผู้นั้นก็จะส่งข้อมูลของตนเข้าไปติดประกาศไว้ในอินเตอร์เน็ต โดยเครื่องที่ทำหน้าที่ติดประกาศคือ News Server เมื่อสมาชิกอื่นอ่านพบ ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือมีคำตอบที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ได้ สมาชิกเหล่านั้นก็จะส่งข้อมูลตอบกลับไปติดประกาศไว้เช่นกัน |
| 5. การเข้าใช้เครื่องระยะไกล Telenet |
| เป็นการขอเข้าไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตจากระยะไกล โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องไปนั่งอยู่หน้าเครื่องนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนี้อาจอยู่ภายในสถานที่เดียวกับผู้ใช้ หรืออยู่ห่างกันคนละทวีปก็ได้ แต่ทั้งนี้ผู้ใช้ต้องมี account และรหัสผ่านจึงจะสามารถเข้าใช้เครื่องดังกล่าวได้ ส่วนคำสั่งในการทำงานนั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของเครื่องที่เข้าไปขอใช้ |
| 6. การสนทนาผ่านเครือข่าย หรือ Chat) |
| เป็นการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทาง คือ สามารถสื่อสารโต้ตอบกันได้ทันทีเหมือนการใช้โทรศัพท์ สามารถทำได้ทั้งแบบ Text-based และ Voice-based โปรแกรมที่นิยมใช้คือ Talk ซึ่งเป็นการพิมพ์โต้ตอบระหว่างคนสองคน Internet phone เป็นการคุยกันด้วยเสียงแบบเดียวกับโทรศัพท์ และ IRC (Internet Relay Chat) |
| 7. บริการส่งข้อความทางอินเตอร์เน็ต |
| เป็นการส่งข้อความในรูปแบบของข้อความสั้นๆ (Short Message) ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้ส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์สื่อสารประเภทไร้สาย ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเพจเจอร์ เป็นต้น |
| 8. Remote Login |
| เป็นบริการที่ผู้ใช้สามารถติดต่อผ่าน Telenetเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกล และคอมพิวเตอร์นั้นค้นหาสารสนเทศ แหล่งบริการสารสนเทศ เช่น รายการบัตรของห้องสมุด (Online Public Access Catalog: OPAC) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศที่ห้องสมุดแต่ละแห่งทั่วโลกจัดทำขึ้น และเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย
วิวัฒนาการการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต
ในปัจจุปันการใช้อินเทอร์เน็ตมีบทบาทกับชีวิตประจำวั นมากขึ้น และใช้งานกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นที่จะต้องติดต่อสื่อสาร อินเตอร์เน็ตจึงได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ รองรับการสื่อสารรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้จดหมายอินเล็กทรอนิกส์ การติดต่อด้วยเสียง ระบบ VDO Conference การใช้โทรศัพท์บนเครือข่าย ซึ่งก็มีวิวัฒนาการตามลำดับเบื้องต้นดังนี้ หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิคส์เป็นบริการอย่างหนึ่งที่นิยมใช้ กันอย่างแพร่หลายมาก จนทำให้บางคนคิดว่า E-mail คือ อินเตอร์เน็ต และอินเตอร์เน็ตคือ E-mail วิธีใช้งานอีเมลล์ก็ง่ายและมีประโยชน์มาก การทำงานของ E-mail มีลักษณะคล้ายกับระบบไปรษณีย์ปกติ (หมายถึงระบบที่ใช้กระดาษในการเขียนจดหมาย) กล่าวคือในระบบไปรษณีย์ปกติมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ใน การรับส่งจดหมายคือเป็นบรุษไปรษณีย์ (ในกรณีของประเทศไทยคือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย) ถ้าเป็นในอินเตอร์เน็ตสิ่งที่ทำหน้าที่คอยรับส่งจดหม ายคือบรรดาคอมพิวเตอร์ทั้งหลายที่ทำหน้าที่เป็น E-mail Server (คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านจดหมายอิเล็กท รอนิคส์) Chat คือ การส่งข้อความสั้นๆ ระหว่างบุคคลที่อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในเวลาเดี ยวกัน และสามารถเขียน โต้ตอบกันไปมาคล้ายกับการคุยกัน ซึ่งก็ได้มีการพัฒนโปรแกรมสำหรับหาร Chat ออกมามากมายที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายก็ค ือ MSN Messenger และสิ่งหนึ่งที่มีการพัฒนาต่อมา คือระบบการสื่อสารด้วยเสียงผ่านเครือข่าย IP ที่เรียกว่า เทคโนโลยี Voice over IP หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “VoIP” จนสามารถใช้งานได้ดีขึ้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์และมีความสะดวกมากที่สุด VoIP ถูกเริ่มต้นใช้งานกันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถสนทนา ระหว่างกัน ได้ รวมถึงการสนทนากับโทรศัพท์พื้นฐานอีกด้วยโดยไม่เสียค ่าบริการแต่อย่างได และคุณภาพของบริการก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆจนเทียบเท ่าระบบ โทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่ง VoIP สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ 1. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC to PC ) PC มีการติดตั้ง sound card และไมโครโฟน ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย IP การประยุกต์ใช้ PC และ IP-enabled telephones สามารถสื่อสารกันได้แบบจุดต่อจุด หรือ แบบจุดต่อหลายจุด โดยอาศัย software ทางด้าน IP telephony 2. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐาน ( PC to Phone ) เป็นการเชื่อมเครือข่ายโทรศัพท์เข้ากับ เครือข่าย IP ทำให้โดยอาศัย Voice trunks ที่สนับสนุน voice packet ทำให้สามารถใช้ PC ติดต่อกับ โทรศัพท์ระบบปกติได้ 3. โทรศัพท์กับโทรศัพท์ ( Telephony ) เป็นการใช้โทรศัพท์ธรรมดา ติดต่อกับโทรศัพท์ธรรมดา แต่ในกรณีนี้จริงๆแล้วประกอบด้วยขั้นตอนการส่งเสียงบ นเครือข่าย Packet ประเภทต่างๆซึ่งทั้งหมดติดต่อกันระหว่างชุมสายโทรศัพ ท์ (PSTN) การติดต่อกับ PSTN หรือ การใช้โทรศัพท์ร่วมกับเครือข่ายข้อมูลจำเป็นต้องใช้ gateway ซึ่ง VoIP สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ 1. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC to PC ) PC มีการติดตั้ง sound card และไมโครโฟน ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย IP การประยุกต์ใช้ PC และ IP-enabled telephones สามารถสื่อสารกันได้แบบจุดต่อจุด หรือ แบบจุดต่อหลายจุด โดยอาศัย software ทางด้าน IP telephony 2. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐาน ( PC to Phone ) เป็นการเชื่อมเครือข่ายโทรศัพท์เข้ากับ เครือข่าย IP ทำให้โดยอาศัย Voice trunks ที่สนับสนุน voice packet ทำให้สามารถใช้ PC ติดต่อกับ โทรศัพท์ระบบปกติได้ 3. โทรศัพท์กับโทรศัพท์ ( Telephony ) เป็นการใช้โทรศัพท์ธรรมดา ติดต่อกับโทรศัพท์ธรรมดา แต่ในกรณีนี้จริงๆแล้วประกอบด้วยขั้นตอนการส่งเสียงบนเครือข่าย Packet ประเภทต่างๆซึ่งทั้งหมดติดต่อกันระหว่างชุมสายโทรศัพท์ (PSTN) การติดต่อกับ PSTN หรือ การใช้โทรศัพท์ร่วมกับเครือข่ายข้อมูลจำเป็นต้องใช้ gateway ทำไมต้องมีเว็บไซต์ ?หลายคนอาจจะสงสัยว่าการมี Website มีความจำเป็น และสำคัญแค่ไหน ในปัจจุบันนี้เป็นโลกยุคดิจิตอล ข้อมูลข่าวสารต่างๆได้ถูกรวบรวมอยู่ภายในอินเตอร์เน็ต ซึ่งการค้นหาข้อมูล ข่าวสาร สินค้า หรือบริการต่างๆในปัจจุบัน รวมถึงในอนาคต ผู้คนส่วนใหญ่จะใช้การค้นหาผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก ทำให้อินเตอร์เน็ตมีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกแห่งอนาคต ดังนั้นจึงควรมี Website เป็นของธุรกิจ เนื่องจาก
มีความจำเป็นเพียงใด ที่ธุรกิจจะต้องปรากฏตัวอยู่บน Cyberspace ด้วย ? (How important is it for a business to have a presence in cyberspace?)
กว่า 4 ทศวรรษที่ "อินเตอร์เน็ต" ปรากฏขึ้นในโลก อินเตอร์เน็ตไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งการสื่อสารไร้พรมแดนแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการมีอำนาจทางข้อมูลความรู้ต่างๆ ด้วย อิทธิพลของมันยังส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล จนมีคำเรียกโลกยุคนี้ว่า โลกยุคอินเตอร์เน็ต (Internet) ยุคเน็ต (Net) ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ยุคไอที (IT) ยุคไซเบอร์สเปซ (Cyberspace) ฯลฯ
อินเตอร์เน็ตจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลความรู้และการเรียนรู้และเป็นอาวุธชนิดหนึ่งในโลกแห่งการแข่งขันที่มีความรู้เป็นฐาน (Knowledge-based) ซึ่งแนวโน้มนั้นมีความแน่นอนว่าปฏิบัติการต่างๆ จะถูกจัดการโดยคอมพิวเตอร์/เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ซึ่งการติดต่อสื่อสารแบบไร้มิติ หรือ Cyberspace เป็นลักษณะของระบบอินเทอร์เน็ต เป็นเสมือนใยแมงมุม ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น สามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทาง ตามความต้องการ โดยไม่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง อาจจะผ่านจุดอื่น ๆ หรือ เลือกไปเส้นทางอื่นได้หลาย ๆ เส้นทาง การติดต่อสื่อสาร ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ดังนั้น Cyberspace คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายเครือข่ายที่แยกกันแต่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ แม้จะใช้กฎเกณฑ์หรือมาตรฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้น อินเตอร์เน็ตเป็นเพียงเครือข่ายหนึ่งของ Cyberspace เท่านั้น เช่น การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ซึ่งการ Search Engine ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งห้องสมุดใน Cyberspace ผู้ที่ต้องการแสวงหาความรู้และค้นหาข้อมูล เพียงแต่เข้าสู่ Search Engine และพิมพ์คำไข (Key Words) หรือหัวข้อที่ต้องการค้น Search Engine จะช่วยนำพาไปสู่ Web- sites ต่าง ๆ ที่สามารถให้ความรู้และข้อมูลตามคำไขหรือหัวข้อที่ค้นนั้น
วัตถุประสงค์หลักของธุรกิจที่ต้องการปรากฏตัวบนพื้นที่ Cyberspace นั้นก็คือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของธุรกิจโดยประชาสัมพันธ์และสื่อสารทางการตลาดกับลูกค้าให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าได้ทราบถึงความก้าวหน้า และข่าวคราวความเคลื่อนไหวในธุรกิจของตน ซึ่งข้อดีของ Cyberspace คือ สามารถบันทึกข้อมูลและอัพเดทข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทุกมุมโลกสามารถเห็นข้อมูลต่างๆ ได้พร้อมกันทั้งโลก
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนจึงขอยกตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ โดยอ้างอิงข้อมูลจากการจัดอันดับบริษัทชั้นนำ 500 บริษัท ในสหรัฐอเมริกา โดยนิตยสาร Fortune 500 ซึ่งนิตยสารฟอร์จูน (Fortune) เป็นนิตยสารที่มีอิทธิพลที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน อยู่ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ไทม์ (Time Inc.) หรือ ไทม์ วอนเนอร์ เจ้าของเดียวกับนิตยสารไทม์มีขายอยู่ทั่วโลก ซึ่งนิตยสารฟอร์จูน (Fortune) เริ่มมีการจัดอันดับบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบการสูงสุดในประเทศสหรัฐเมริกา โดยใช้หน่วยวัดจากรายได้รวม (Gross Revenue) ของแต่ละบริษัทมาตั้งแต่ปี 2498 จนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 55 ปี และเป็นที่รู้จักในแวดวงเศรษฐกิจการเงินโลกที่ต้องนำมาอ้างอิงอยู่เสมอ นิตยสารฉบับ สำคัญในเครือข่ายที่ทำให้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมีการจำหน่าย ได้แก่ Fortune 500, Fortune 1000, Fortune Global 500, Fortune 100 Best Companies To Work For, Fortune Amreica s Most Admired Companies, Fortune Global Most Admired Company จากข้อมูลการจัดอันดับรายชื่อบริษัทชั้นนำ ประจำปี 2552 พบว่า ธุรกิจขนาดย่อมที่ติดอันดับใน Fortune 500 จะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่เน้นและให้ความสำคัญกับการปรากฏตัวบน Cyberspace โดยบริษัทส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการปรากฏตัวบน Cyberspace เพียงแค่เผยแพร่ข้อมูลบริษัท ผลิตภัณฑ์ และข้อมูลที่จำเป็นหรือข่าวคราว ความเคลื่อนไหวที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น ธุรกิจบางธุรกิจหรือธุรกิจบางประเภท อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องปรากฏตัวบน Cyberspace ก็ได้
สำหรับในประเทศไทย เว็บไซต์ที่จัดตั้งขึ้นแล้วประสบผลสำเร็จ (เกิดการทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ต) 10 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจคอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต ธุรกิจเครื่องนุ่มห่มและเครื่องสำอาง ธุรกิจขายดอกไม้ ธุรกิจหัตถกรรม ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจเครื่องประดับ ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ (ข้อมูลจาก NECTEC ผลวิเคราะห์ของปี 2544) จากตัวเลขในรายงานดังกล่าว จำนวนเว็บไซต์ในธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจคอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต และธุรกิจบันเทิงรวมกัน จะมีสัดส่วนราวร้อยละ 50 ของจำนวนเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดของไทย ที่เหลือจะกระจายแยกย่อยไปตามธุรกิจประเภทต่างๆ ซึ่งจะพบว่า การปรากฏตัวบนพื้นที่ Cyberspace ของธุรกิจไทยในช่วงนี้จึงเหมาะสำหรับกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ควรมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เพราะการมีเว็บไซต์เป็นการเพิ่มช่องทางในการขายสินค้าและบริการของบริษัทอีกช่องทางหนึ่ง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนั้น มีแนวโน้มที่จะค้นหาข้อมูล ข่าวสาร สินค้า หรือบริการต่างๆ มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ธุรกิจควรพึงตระหนักว่า อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน ที่สามารถเสริมสมรรถนะในการแข่งขัน อินเตอร์เน็ตทำให้บริษัททั้งหลายทำธุรกิจการได้เหมือนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อินเตอร์เน็ตจึงเป็นช่องทางจัดจำหน่ายกระจายสินค้าช่องทางใหม่ที่รวดเร็วที่สำคัญและสามารถใช้เพื่อตอบสนองความก้าวหน้าของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน โดยธุรกิจจำนวนมากเลือกที่จะปรากฏตัวบน Cyberspace แต่ก็ใช้ว่าธุรกิจทุกธุรกิจจะมีความจำเป็นต้องปรากฏตัวบน Cyberspace เสมอไป โดยจะต้องพิจารณาจากปัจจัยด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในของธุรกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ เป็นต้น
มารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ตจรรยามารยาทบนอินเทอร์เน็ต (Netiquette) ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในแทบทุกด้าน รวมทั้งได้ก่อให้เกิดประเด็นปัญหาขึ้นในสังคม ไม่ว่าในเรื่อง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย เสรีภาพของการพูดอ่านเขียน ความซื่อสัตย์ รวมถึงความตระหนักในเรื่องพฤติกรรมที่เราปฏิบัติต่อกันและกันในสังคมอินเทอร์เน็ต ในบทความนี้ผู้เขียนขอทบทวนเรื่อง จรรยามารยาทบนอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกกันในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตว่า “Netiquette” เพื่อให้เป็นของฝากสำหรับสมาชิกใหม่ที่เรียกกันว่า “Net Newbies” และให้เป็นของแถมเพื่อการทบทวนสำหรับนักท่องเน็ตที่เป็น “ขาประจำ”
Netiquette คืออะไร
Netiquette เป็นคำที่มาจาก “network etiquette” หมายถึง จรรยามารยาทของการอยู่ร่วมกันในสังคมอินเทอร์เน็ต หรือ cyberspace ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาแลกเปลี่ยน สื่อสาร และทำกิจกรรมรวมกัน ชุมชนใหญ่บ้างเล็กบ้างบนอินเทอร์เน็ตนั้น ก็ไม่ต่างจากสังคมบนโลกแห่งความเป็นจริง ที่จำเป็นต้องมีกฎกติกา (codes of conduct) เพื่อใช้เป็นกลไกสำหรับการกำกับดูแลพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ของสมาชิก
บัญญัติ 10 ประการสำหรับผู้เริ่มต้น
ถ้าศึกษาค้นคว้าในเรื่อง Netiquette บนเว็บ จะพบการอ้างอิงและกล่าวถึง The Core Rules of Netiquette จากหนังสือเรื่อง “Netiquette” เขียนโดย Virginia Shea ซึ่งเธอได้บัญญัติกฎกติกาที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพึงตระหนักและยึดเป็นแนวปฏิบัติ 10 ข้อ ดังนี้
• Remember the Human กฏข้อที่ 1 เป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ในขณะที่เรานั่งพิมพ์ข้อความเพื่อติดต่อสื่อสารผ่านจอคอมพิวเตอร์นั้น ต้องไม่ลืมว่าปลายทางอีกด้านหนึ่งของการสื่อสารนั้นที่จริงแล้วก็คือ “มนุษย์” • Adhere to the same standards of behavior online that you follow in real life กฎข้อที่ 2 เป็นหลักคิดง่าย ๆ ที่อาจจะยึดเป็นแนวปฏิบัติ หากไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร ก็ให้ยึดกติกามารยาทที่เราถือปฏิบัติในสังคมมาเป็นบรรทัดฐานของการอยู่ร่วมกันแบบออนไลน์ • Know where you are in cyberspace กฎข้อที่ 3 เป็นข้อแนะนำให้เราใช้งานอย่างมีสติ รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ ณ ที่ใด เมื่อเข้าในพื้นที่ใหม่ ควรศึกษาและทำความรู้จักกับชุมชนนั้น ก่อนที่จะเข้าร่วมสนทนาหรือทำกิจกรรมใด ๆ • Respect other people's time and bandwidth กฎข้อที่ 4 ให้รู้จักเคารพผู้อื่นด้วยการตระหนักในเรื่องเวลา ซึ่งจะสัมพันธ์กับขนาดช่องสัญญาณของการเข้าถึงเครือข่าย นั่นคือ ให้คำนึงถึงสาระเนื้อหาที่จะส่งออกไป ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มสนทนาหรือการส่งอีเมล เราควรจะ “คิดสักนิดก่อน submit” ใช้เวลาตรึกตรองสักหน่อยว่า ข้อความเหล่านั้นเหมาะสมหรือมีสาระประโยชน์กับใครมากน้อยเพียงใด • Make yourself look good online กฎข้อที่ 5 เป็นข้อแนะนำผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการเขียนและการใช้ภาษา เนื่องจากปัจจุบันวิธีการสื่อสารบนเน็ตใช้การเขียนและข้อความเป็นหลัก การตัดสินว่าคนที่เราติดต่อสื่อสารด้วยเป็นคนแบบใด จะอาศัยสาระเนื้อหารวมทั้งคำที่ใช้ ดังนั้น ถ้าจะให้ “ดูดี” ก็ควรใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมและตรวจสอบคำสะกดให้ถูกต้อง • Share expert knowledge กฎข้อที่ 6 เป็นข้อแนะนำให้เรารู้จักใช้จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบของอินเทอร์เน็ต นั่นคือ การใช้เครือข่ายเพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยน ”ความรู้” รวมทั้งประสบการณ์กับผู้คนจำนวนมาก ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของอินเทอร์เน็ตนั่นเอง • Help keep flame wars under control กฎข้อที่ 7 เป็นข้อคิดที่ต้องการให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ร่วมมือกันเพื่อช่วยควบคุมและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการส่งความคิดเห็นด้วยการใช้คำที่หยาบคาย เติมอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรงจนเป็นชนวนให้เกิดกรณีทะเลาะวิวาทกันในกลุ่มสมาชิก ซึ่งรู้จักกันในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตว่า “flame” • Respect other people's privacy กฎข้อที่ 8 เป็นคำเตือนให้เรารู้จักเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เช่นไม่อ่านอีเมลของผู้อื่น เป็นต้น • Don't abuse your power กฎข้อที่ 9 เป็นคำเตือนสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ผู้ดูแลระบบบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่น บุคคลเหล่านี้ก็ไม่ควรใช้อำนาจหรือสิทธิ์ที่ได้รับไปในทางที่ไม่ถูกต้องและเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น • Be forgiving of other people's mistakes กฎข้อที่ 10 เป็นคำแนะนำให้เรารู้จักให้อภัยผู้อื่น โดยเฉพาะพวก newbies ในกรณีที่พบว่าเขาทำผิดพลาดหรือไม่เหมาะสม และหากมีโอกาสแนะนำคนเหล่านั้น ก็ควรจะชี้ข้อผิดพลาดและให้คำแนะนำอย่างสุภาพ โดยอาจส่งข้อความแจ้งถึงผู้นั้นโดยตรงผ่านทางอีเมล
สรุปและความคิดเห็น
อินเตอร์เน็ต เป็นแหล่งที่เก็บข้อมูลเป็นจำนวนมากอินเตอร์เน็ตเป็นทั้งสิ่งดีและก็ไม่ดี
ข้อดีของอินเตอร์เน็ต เราใช้ในการหาข้อมูลการทำงานเป็นต้น บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีแหล่งที่ใช้ค้นหาข้อมูล
ข่าวสา และ ความบันเทิงอีกมากมายนับไม้ท้วน
ข้อเสียของอินเตอร์เน็ต ได้แก่ การค่าของเภื่อน การค่าประเวนี เป็นต้น
ลักษณะของบริการต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบ่งเป็น 7 หัวข้อได้แก่
1 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(Electronic Mail) หรือนิยมเรียกกันทั่วไปว่าอีเมล์เป็น
รูปแบบการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
2.การถ่ายโอนข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP) เป็นบริการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล
ข่าวสาร บทความ รวมถึงแฟ้มข้อมูลจากคอมพิวเตอร์
3. การเรียกใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น (telnet) ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์
ระบบอื่นๆในที่ห่างไกล ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องเดินทางไปที่เครื่องนั้นๆ
4.โกเฟอร์ (gopher) บริการค้นหาไฟล์และฐานข้อมูลเป็นบริการที่คล้ายกับ FTP
แต่การจัดเก็บสารบบรายการแฟ้มข้อมูล และไอคอนของโกเฟอร์จะมีความเป็นระเบียบและแสดงรายละเอียดได้ดีกว่า FTP
5.การสนทนา (chat) และข่าวสาร (Usenet) เป็นการจัดเก็บข่าวสารที่ส่งไปไว้ในคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลาง
โดยที่ทุกคนสามารถเข้าไปอ่านข่าวสาร มีการจัดกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและแสดง ความคิดเห็น
6. เวิร์ลไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลข่าวสารเข้าหากัน
และครอบคลุมทั่วโลก ลักษณะของข้อมูลที่สืบค้นได้จะเป็นเอกสารไฮเปอร์เท็กซ์ที่สร้างด้วยภาษา HTML
7.การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) คือ บริการที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
โดยพิมพ์ข้อความที่ต้องการสืบค้น เข้าไป โปรแกรมจะทำการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ให้ภายในเวลาไม่กี่นาที
|

.jpg)

